แชมป์อีเอฟแอล คัพ 2016-17 ได้แก่…

แชมป์อีเอฟแอล คัพ 2016-17 ได้แก่…

อีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง วงการฟุตบอลอังกฤษ กำลังจะได้ต้อนรับทีมแชมป์รายการแรก ประจำฤดูกาล 2016-17

นั่นคือ ฟุตบอลถ้วย อีเอฟแอล คัพ หรือลีก คัพ คู่ชิงชนะเลิศ ครั้งที่ 57 ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบกับ เซาแธมป์ตัน

เรื่องราวของ 2 สโมสร ที่ผ่านเข้ามาถึงนัดตัดสินแชมป์ในครั้งนี้ มีหลายๆอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งจะเอามานำเสนอ เพื่อเรียกน้ำย่อย ก่อนการแข่งขันกันครับ

เริ่มต้นจากฝั่งของ “ปีศาจแดง” กันก่อน กุนซือโจเซ่ มูรินโญ่ เข้ารอบชิงชนะเลิศ ด้วยสถิติชนะ 4 แพ้ 1 ยิงได้ 11 เสีย 4

เส้นทางสู่เวมบลีย์ รอบ 3 บุกเอาชนะ นอร์ทแธมป์ตัน ทาวน์ ทีมจากลีก วัน 3-1, รอบ 4 ได้ฆวน มาต้า ยิงประตูชัยดับแมนฯ ซิตี้ 1-0 และเปิดบ้านอีกรอบ ถล่มเวสต์แฮม เละเทะ 4-1 ซึ่ง ณ เวลานั้น ผลงานในลีก ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

มาถึงในรอบรองชนะเลิศ ที่พบกับฮัลล์ ซิตี้ ของนายใหญ่คนใหม่ มาร์โก้ ซิลวา ที่ชื่อชั้นของทีมเทียบกันไม่ได้ แต่กว่าที่ “เรด เดวิลส์” จะผ่านเจ้าเสือร้ายมาได้ ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบเลยทีเดียว

เลกแรก ฆวน มาต้า ยิงขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 56 ก่อนที่ มารูยาน เฟลไลนี่ จะยิงปิดท้าย 2-0 ขณะที่เลกสอง ยูไนเต็ด เสียประตูจากจุดโทษ ตั้งแต่ช่วงครึ่งแรก

กระนั้นในครึ่งหลัง ปอล ป็อกบา ยิงตีเสมอให้ยูไนเต็ด เป็นประตูสำคัญ และความตื่นเต้นก็เกิดขึ้น เมื่อฮัลล์ ยิงขึ้นนำ 2-1 ในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของเกม แต่สุดท้ายปีศาจแดง ยันอยู่ และผ่านเข้าชิงด้วยสกอร์รวม 3-2

มาดูทางด้าน “นักบุญ” กันบ้าง โคล้ด ปูแอล นายใหญ่ชาวฝรั่งเศส เพิ่งเข้ามาคุมทีมเป็นซีซั่นแรก ก็สร้างสถิติใหม่ในรายการนี้ ด้วยการเป็นทีมแรกที่เข้าชิงชนะเลิศ ด้วยสถิติเก็บชัย 100% และไม่เสียประตูเลยแม้แต่ลูกเดียว

เส้นทางสู่รอบชิง ของยอดทีมจากแดนใต้นั้น ชนะคริสตัล พาเลซ 2-0, ชนะ ซันเดอร์แลนด์ 1-0, บุกชนะ อาร์เซน่อล 2-0 และมีชัยเหนือลิเวอร์พูล 1-0 ทั้งสองนัด

ที่มันน่าทึ่งสุดๆ ก็ตรงที่แผงแบ็กโฟร์ของเซาแธมป์ตัน ผลัดกันเป็นตัวจริงตลอดทั้ง 450 นาที จนกลายเป็นสถิติคลีนชีตในขณะนี้

แล้วอย่าลืมนะครับว่า รอบตัดเชือกนัดสองนั้น นักบุญไม่มี โชเซ่ ฟอนเต้ เซนเตอร์ตัวหลัก ที่ย้ายไปเวสต์แฮม ยูไนเต็ด กับฟาน ไดค์ ที่พักยาว แต่มายะ โยชิดะ กับแจ็ค สตีเฟ่นส์ สามารถรับมือกับกองหน้าหงส์แดงได้สบายแฮ

เหตุผลก็อาจจะเป็นเพราะว่า ปูแอลนั้น เป็นอดีตนักฟุตบอลในตำแหน่งเกมรับ (มิดฟิลด์ตัวรับ) เขาจึงสร้างทีม “เดอะ เซนต์ส” ด้วยพื้นฐานเกมรับเป็นอันดับแรก

อีกทั้งบรรดาลูกทีมของเขา เล่นตามแท็กติกที่วางแผนเอาไว้ได้ ซึ่งทำให้นักเตะมีความมั่นใจขึ้นเรื่อยๆ และผลงานก็ดีขึ้นเป็นลำดับ ทั้งๆที่ต้นซีซั่น ยังอยู่โซนสีแดงอยู่เลย

ถึงแม้ว่า เซาแธมป์ตัน ชื่อทีมอาจดูธรรมดา เล็กน้อยถึงปานกลาง เข้าชิงแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ ยิงแค่ 7 ประตู แต่การชนะ 5 นัดรวด แบบไม่เสียประตูเนี่ย ก็เป็นทีมที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

ผมเห็นมาเยอะนะครับ ไอ้ทีมประเภทมาเงียบๆนี่แหละ มักจะน่ากลัวในนัดชิงชนะเลิศ เพราะทีมเหล่านั้น จะลงเล่นด้วยความกดดันที่น้อยกว่านั่นเอง

แล้วนัดชิงชนะเลิศในคืนนี้ บอกได้เลยว่า ผู้ชนะจะสร้างประวัติศาสตร์ อย่างแน่นอน

ถ้าผู้มีชัยเป็นฝั่ง “ปีศาจแดง” ก็จะทำสถิติคว้าแชมป์รายการนี้เป็นสมัยที่ 5 ตามหลังลิเวอร์พูลเหลือแค่ 3 สมัย

อีกทั้งโจเซ่ มูรินโญ่ จะทำสถิติ ซิวโทรฟี่ลีก คัพ 4 สมัย เทียบเท่ากับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตตำนานโค้ชแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด และไบรอัน คลัฟ อดีตกุนซือน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

ที่เหนือกว่านั้น นายใหญ่เลือดฝอยทอง มีโอกาสจะเป็นโค้ชรายที่ 4 ที่พาทีมซิวแชมป์กับ 2 สโมสร ต่อจาก โจ เมอร์เซอร์ (แอสตัน วิลล่า / แมนฯ ซิตี้), จอร์จ เกรแฮม (อาร์เซน่อล / สเปอร์ส) และรอน แอ็ตกินสัน (เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ / แอสตัน วิลล่า)

ถ้าหวยมาออกที่ “นักบุญจากแดนใต้” คว้าแชมป์ไปครอง ก็จะกลายเป็นแชมป์สมัยแรก ซึ่งพวกเขาเคยเข้าชิงรายการนี้มาแล้วในปี 1979 แต่แพ้ทีม “เจ้าป่า” ของคลัฟผู้พ่อนั่นแหละ

แต่เมื่อ 3 ปีก่อนหน้านั้น เซาธ์เคยสร้างปรากฏการณ์ โค่น “ปีศาจแดง” ด้วยสกอร์ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ ซึ่งนั่นคือแชมป์ฟุตบอลถ้วยรายการแรก และรายการเดียวของสโมสร จนถึงปัจจุบันนี้

ทำให้ ปูแอล เชื่อว่า เหตุการณ์ประวัติศาสตร์เมื่อ 41 ปีก่อน จะย้อนกลับมาอีกครั้ง แม้ถูกมองว่าเป็นรองยูไนเต็ดค่อนข้างมากก็ตาม

ขณะที่มูรินโญ่ ก็เปิดสงครามจิตวิทยา ด้วยการออกมาบอกว่า เซาแธมป์ตัน อยากเป็นแชมป์รายการนี้มาก แต่ไม่เชื่อว่า จะมีความกระหายมากกว่าแมนฯ ยูไนเต็ด

ซึ่งผู้ชนะจะเป็นทีมไหน คอบอลทุกท่านห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ

แทงบอล  กับเรา www.pananvip.com ฝาก-ถอน 24 ชม.มั่นคงปลอดภัย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *